โควิด ยาต่างๆ ที่ควรรู้ และมีไว้ติดบ้าน

ยาทางเลือกสำหรับโรค COVID-19 โดยนายแพทย์ศิต เธียรฐิติ

สรุป…คุณหมอสิทธิ์ทำงานด้านวิจัยอยู่ศูนย์แพทย์และรักษาคนไข้ covid ด้วยได้อธิบายการระบาด ของเชื้อไวรัส covid-19 ว่าเป็นอุบัติการณ์ใหม่ซึ่งถ้าต้องการวิจัยยา. ที่จะมารักษาโดยตรงต้องใช้เวลาทั้งหมด 10 ถึง 15 ปี ถึงจะพิมพ์ลงวารสารออกมาเผยแพร่และใช้ได้ เพื่อความเร่งด่วนทางวงการแพทย์จึงใช้วิธีที่เรียกว่า Drug Repurposing to COVID-19 วิธีการนี้คือการใช้ยาเก่าใน. วัตถุประสงค์ใหม่ โดยนำยาเหล่านั้น มาทดลองในหลอดทดลองและศึกษาว่าการทำงานของยาเหล่านั้น และการศึกษาวิธีการว่าไปบล็อคส่วนไหนของไวรัสแล้วก็มาใช้วิธีคำนวณ ที่เรียกว่า Incilico study โดยได้ทำการศึกษากับยาที่ใช้รักษา SARS- CoV2 พบว่าในกรณีNon- Structure Protien และ Structure protein นั้นไวรัสมีวิธีการหลบเลี่ยงภูมิต้านทาน และวัคซีนได้ พวกสไปรท์โปรตีน รายการทดลองทาง rappid test ก็จะไม่พบเชื้อในช่วงแรกมีการแบ่งตัว ของโปรตีน S ในเซลล์ โดยการที่เชื้อไวรัสเข้าไปในเซลล์และรบกับนิวเคลียสของเซลล์นั้นแล้วปล่อย genome ออกมาแล้วมีการสร้าง เยื่อ หุ้มเซลล์ใหม่เพื่อจะเจาะเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ข้างเคียงได้ เพิ่มจำนวนและกระจายตัว รวดเร็วแบบทวีคูณ

ข้อสำคัญในการติดเชื้อช่วงแรก ร่างกายจะมี Immune ต่างๆชักนำ กำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ เชื้อจะหลบหลีก จนภูมิต้านทานไม่สามารถจับเชื้อได้โดยเฉพาะคนที่มี ความชราภาพของระบบอิมมูน เช่น คนที่เป็นเบาหวาน มีโรคประจำตัว หรือมีการทานยาแก้อักเสบบ่อยๆ ร่างกายต้องสัมผัสกับการกินหวาน กินของทอด สัมผัสกับโลหะหนัก หรือโรค HIV เป็นต้น ทำให้เกิดความอ่อนล้าของเม็ดเลือดขาว เซลล์อ่อนล้า ผลิตออโต้อิมมูน จะมา Block เชื้อไวรัสเกิดได้น้อยโดยเฉพาะในผู้สูงอายุคนไข้เบาหวาน หรือภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ทำให้เชื้อลงปอดได้ง่าย ทหารด่านหน้าพวก NK Cell จะยังไม่สามารถ detect เซลล์ติดเชื้อได้ทำให้เชื้อกระจายเร็ว จะมี viral load สูง ในคนสูงอายุและภาวะภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เชื้อกระจายเร็วและลงปอดได้จึงต้องบล็อคตั้งแต่ด่านแรก

ต่อไปมาดูภาวะ inflamation การใช้ยาของโดนัลด์ทรัมป์ใช้แอนติบอดีเทียม ผลิตยาที่ไป Block Cell โปรตีนไม่ให้จับกับเซลล์ของไวรัสลดการอัตราการนอนโรงพยาบาล และอัตราตายในประเทศไทยไม่ค่อยใช้แต่ก็ยังได้ผลอยู่ในการลดอักเสบ

โดยด้านอาหารคือ cumin พวก antiseptic ต่างๆ เช่น Nasal Sprey Anticeptic ซึ่ง อย ไทยห้ามใช้ หมอเห็นว่าควรจะใช้กับบุคลากรด้านหน้า หรือกลุ่มที่ต้องทำหัตถการใส่ Tube ในคนไข้ใช้ก่อนและหลังทำ จะสามารถป้องกันการ infections ช่วยได้ ระยะยาวอาจไม่ดี ก็สามารถใช้วิธียาอมฆ่าเชื้อโรคด้วย

ยาตัวต่อไปคือไอเวอร์เมคติน ซึ่งยาตัวนี้จากการทดลองทดสอบมาแล้วสามารถไปบล็อคในขณะที่จีโนมจะเข้าสู่เซลล์นิวเคลียสที่อยู่ข้างเคียงได้ เดิมเป็นยาถ่ายพยาธิที่ใช้กันแพร่หลายมาแล้ว และใช้ในคนกรณีพยาธิทำให้ตาบอดในแอฟริกา mechanism ของยาก็จะช่วยลด information และภาวะไซโตไคน์ Strom ได้ ลดโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายเร็วและการป่วยหนักและลดอัตราการตายได้ ใช้มากในแอฟริกาอินเดีย หมอใช้ในโรงพยาบาลที่ระบาดหนัก ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ โอกาสติดเชื้อน้อยลงสามารถใช้ในระดับป้องกันได้ด้วย เพิ่งมี study ใหม่ในอเมริกาลงในเจอหน้าเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ 2564 และใช้ทั่วไปในประเทศอียิปต์บังคลาเทศอิรักเปรู ซึ่งมีการระบาดของพยาธิ สังเกตว่า ขณะที่เชื้อ covid-19 ระบาดนั้นกลุ่มประชากรที่รับประทานยาตัวนี้อยู่จะติดเชื้อน้อยและไม่มีอาการหนักจะหายได้เร็วข้อสังเกตนี้ทำให้ประเทศเหล่านั้นใช้ไอเวอร์เมคตินมากขึ้นจนสามารถลดอัตราการตายได้ทั่วไป ตัวหมอสิทธิ์เอง ทานไอเวอร์เมคตินในระดับป้องกันและใช้กับทั้งครอบครัวเคยรักษาคนไข้มาแล้ว 100 กว่าราย อย ไทยจะเขียนว่าไม่แนะนำและมี study ออกมาว่าไม่ได้ผล ซึ่งหมอสิทธิ์ไม่เห็นด้วยเพราะการ study นั้นใช้ dose ที่ต่ำและประชากรไม่เพียงพอ อินเดียเองมีอยู่ร้านนึงให้ประชาชนทุกคนกินพร้อมกัน เกิดการเปรียบเทียบว่ารัฐที่ให้กินไอเวอร์เมคตินแบบพร้อมเพียงกันแล้วยอดการติดเชื้อ ลดลงลดอัตราการตาย และมีการใช้ยาตัวอื่นๆคือ โปรตีน ฟ้าทะลายโจร ซึ่งไปบล็อกโปรตีนของไวรัสได้ ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นปอดอักเสบ

เป้าหมายที่บล็อกเอ็นไซม์ของไวรัสไม่ให้แบ่งตัว หัวข้อต่อไปที่ควรจะทำควบคู่คือการแก้ไข ระดับภูมิต้านทาน ammonification โดยการทำ NK Cell therapy ซึ่งจะดีมากลดอัตราการตาย และการใช้เลือด จากสายสะดือเด็กที่ทำให้บริสุทธิ์แล้ว ฉีดเข้าไป ซึ่งทดสอบแล้วร่างกายไม่ต่อต้าน เรื่องต่อไปคือกิโมโนโมดูเลเตอร์ nearest สารที่กินเข้าไปแล้วจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้แก่เห็ดกรีนทีสกัด Vitamin D 5000 IU โสม ginseng ทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โยเกิร์ต ทานผักครึ่งหนึ่งและอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง ดูแลลำไส้ ไม่ให้มีสารพิษไม่กินยาแก้อักเสบบ่อย. และไม่นอนดึกจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันการแพ้วัคซีนได้ ซิงค์สังกะสีมีความสำคัญเพิ่มภูมิต้านทานลดการติดเชื้อ อีกวิธีนึงคือ Ozone therapy เพิ่มภูมิต้านทาน ได้รับ study แล้วว่าปลอดภัยสูง เช่นในยุโรปสเปน บทบาทของสเต็มเซลล์ ในกรณีคนไข้หนัก จะต้องรักษาโดยให้ออกซิเจน High Flow และ prednisolone และยากดภูมิ ยาที่แนะนำให้ใช้เสริมก็คือในระดับป้องกัน ฟ้าทะลายโจรสารสกัดจากเห็ดจากแกนสับปะรดไอเวอร์เมคตินซึ่งไปบล็อก genome ไม่เข้าสู่ Nucleus ของเซลล์ที่ติดกัน ในขณะที่ช่วงนี้เป็นช่วงระบาดเหมือนช่วงสงครามอะไรช่วยได้ไม่มีอันตรายต้องหยิบมาใช้ ดีกว่าเสียใจทีหลัง

ในการกินไอเวอร์เมคตินระดับป้องกันนั้น ให้กินสัปดาห์ละ 1 เม็ด ติดต่อกันไปในพื้นที่เสี่ยงสูงให้เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 เม็ด และ ทานวิตามินเสริมวิตามิน D3 5000 IU Zinc สังกะสี 50 mg วิตามินซี 2000 mg เซเลเนียม 200 fumira 1-2 กรัมต่อวัน Cucumin1000 -1500 มิลลิกรัมต่อวัน ฟังคุณหมอให้ความรู้ทางวิชาการ เกี่ยวกับกลไกการทำงานของ Ivermectin ในการรักษา Covid-19 อย่างละเอียด….

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัคซิน


ภูมิต้านทานหลังฉีด vaccine อยู่ได้นานไหมใช้คำง่ายๆ ในการอธิบายเป็นเกล็ดความรู้ ปรับปรุงบทความจากเพื่อนเตรียมฯที่เคยอยู่เซ็นต์โยฯ, ห้อง chat chicago golf
คำว่า immunity คือ ภูมิต้านทานในร่างกายเราที่คอยต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่นไวรัส ที่เข้ามาในร่างกายเรา Vaccine ไม่ใช่ เป็นตัวยาที่จะไปฆ่าเชื้อไวรัส ตัวเม็ดเลือดขาวในสายเลือดเราเท่านั้นที่จะเป็น ตัวผลิต B cell และ T cell จากสายเลือดออกมากำจัดไวรัส Vaccine เป็นเพียง fake virus ที่ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดเพื่อหลอกลวงเม็ดเลือดขาว ให้เตรียมผลิต B cell และ T cell เอาไว้ การสร้าง T cell และ B cell ต้องให้เวลาเม็ดเลือดขาวสัก 5-6 วัน ถึงจะ ผลิต T cell และ B cell

เมื่อเม็ดเลือดขาวผลิต T cell และ B cell แล้ว ทั้งสองก็จะลอยหมุนเวียนในสายเลือดคอยตรวจ และจัดการสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทันที คนที่ไม่ฉีด vaccine เวลาไวรัสมันเข้ามารังแกเรา ร่างกายต้องใช้เวลา 4-5 วัน กว่าเม็ดเลือดขาวจะผลิต T cell ออกมาได้ บางทีไวรัสมันลุกลามเร็วจึงตายสะก่อน หลายคนที่เป็น COVID แล้วก็หายเอง ก็เพราะเม็ดเลือดขาวสามารถผลิต T cell ออกมาต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว หลายคนสุขภาพไม่ดี มีเลือดเลว เลือดไม่สมบูรณ์ เม็ดเลือดขาว จะไม่ทำงานตามปรกติ ถึงแม้นจะฉีด vaccine เข้าไปหลอกลวงเม็ดเลือดขาว มันก็ผลิต T cell, B cell ไม่ได้ดีเท่าที่ควร ทุกอย่างมันอยู่ที่ความสมบูรณ์ในเลือดเราเอง บางคนเลือดดี T cell และ B cell จะลอยหมุนเวียนในสายเลือดคอยป้องกันไวรัสอยู่เป็นปี พอนานๆ ไปเม็ดเลือดขาวมันเห็นว่าไม่มีไวรัสเข้ามาแล้ว มันก็จะเลิกผลิต T cell และ B cell

ดังนั้นเพื่อความมั่นใจทางการแพทย์เลยแนะนำให้ไปฉีด fake virus ( vaccine ) เข้าไปทุกๆ ปีเพื่อให้เม็ดเลือดขาว stay on guard at all times ภูมิต้านทานของทุกคนจะแตกต่างกันไป บางคนเลือดดี ก็จะมีภูมิฯ ป้องกันค้างอยู่ได้นาน ทางการแพทย์ได้ทดลองกับฝูงชนที่มีสุขภาพเลือดเป็นปกติ พบว่าภูมิฯ จะอยูในเลือดได้อย่างน้อย 6 เดือน อย่างมากกี่เดือนต้องรอไปว่าเกิน 6 เดือนไปแล้วไปวัดภูมิฯ ถ้ายังมีเหลืออยู่ก็โชคดีไป ส่วนคนที่เลือดไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ฉีด vaccine เข้าไปเม็ดเลือดขาวอาจไม่ทำงานไม่ผลิต T cell หรือ B cell ก็ได้

สรุป – ตัวสำคัญที่จะกำจัดไวรัสได้คือ เม็ดเลือดขาว ในสายเลือดของแต่ละคน การฉีด vaccine เป็นแค่การ warm up เปรียบเหมือนรถในหน้าหนาวที่จะต้องอุ่นเครื่องก่อน เพื่อให้พร้อมที่จะ take off ได้ด้วยแรงสูงได้ทันที ถ้าไม่ warm up หนาวมาก อาจ start ไม่ติด ดังนั้นถ้าเราเชื่อใจในตัวเองเราเองว่าร่างกายสมบูรณ์ และมีเลือดดี จะไม่ฉีด vaccine ปล่อยให้ร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปตามธรรมชาติทีละเล็กน้อย ปล่อยให้ blood white cell ทำงานเอง

การที่ร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพดี ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด อย่าทำให้เลือดเสีย Vaccine ไม่ใช่ตัวฆ่าเชื้อ เม็ดเลือดขาวของเราเองคืออาวุธสำคัญ พยายามรักษาตัวให้เลือดสมบูรณ์ หลายคนที่ฉีด vaccine ไปแล้วก็อยากรู้ว่าภูมิฯ จะอยู่นานไหม ทางแพทย์สามารถวัดภูมิฯ ภายในสายเลือด แต่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องรอผล 3-4 วัน พวกหมอจึงให้รอครบปีแล้วฉีดใหม่ เหมือนพวกวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฯ แต่ถ้าอยากรู้กันจริงๆ ก็ต้องทำ antigen test วัดระดับ antigen หรือซากศพของ bad cells หรือไวรัสที่ B cell ฆ่า และทิ้งไว้ในสายเลือด หากมีซากศพของไวรัสอยู่ก็แสดงว่าไวรัสเคยเข้ามาในสายเลือด เช่น คนที่เคยติด COVID มาก่อนแล้วหาย หากพบมีซากศพ virus อยู่เยอะ ทางการแพทย์จะถือว่าเม็ดเลือดขาวทำงานดีไม่จำเป็นต้องไปฉีด fake virus เข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาว

เราเกิดมา เราจะเลือกเอาเลือดกรุ๊ปไหนๆ ไม่ได้ พ่อแม่เป็นคนผสมเลือดให้เรามา เลือดแต่ละกรุ๊ปมีเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แต่คุณภาพ และประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวในแต่ละกรุ๊ปจะมีการทำงานแข็งแรงไม่เท่ากัน ข่าวออกมาว่า เลือด กรุ๊ป A เป็นกรุ๊ปที่อันตรายที่สุดตอนนี้ เพราะตามสถิติ คนเป็น COVID มากในพวกที่มีเลือด กรุ๊ป A

วัคซีนใบยาฝีมือไทย สู้โควิดทุกสายพันธุ์ – ไทยรัฐ 11/5/64

“วัคซีนใบยา” ฝีมือคนไทยป้องกันรับมือไวรัสมรณะ “โควิด-19” ตั้งไข่มานานแล้วกำลังจะทดสอบในคนระยะที่ 1 เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถาม…วันนี้โลกมีวัคซีนมากมายหลากหลาย ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการนำเข้าวัคซีนมาเรื่อยๆ ถึงวันนั้น “คนไทย” คงจะได้รับการฉีดวัคซีนกันถ้วนทั่วไปแล้ว วัคซีนใบยา…จะล้าสมัยไหม?

เท่าที่คุยกันเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “วัคซีนใบยา” จะใช้เป็นวัคซีนเจเนอเรชัน 2 หมายถึงว่า…วัคซีนใบยาจะมีความสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ประหลาดๆรุนแรงอย่างสายพันธุ์แอฟริกาได้ ไวรัสปรับตัวมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเราก็สามารถปรับเปลี่ยนวัคซีนใบยาของเราได้ให้เท่าทัน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในทางเทคนิคถ้าเราเลือกรหัสพันธุกรรมของตัวที่เราต้องการและใส่ผ่านเข้าไปในเซลล์พืช “เสร็จเรียบร้อยแล้วพืชก็จะผลิตโปรตีนมาตามที่เราสั่ง…ก็สามารถที่จะทำเป็นวัคซีนเจเนอเรชันหรือรุ่นที่หนึ่ง…สอง…สาม…สี่…ห้า ได้หมดเลย แล้วต้นไม้ใบยาก็สามารถที่จะผลิตโปรตีนได้ในเก้าวัน” ให้เข้าใจตรงกันว่า…เมื่อได้โปรตีนเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะพิสูจน์ทดลอง เอามาฉีดในหนู ว่าสามารถยับยั้งไวรัสตระกูลต่างๆ ได้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ใช้เวลาอยู่ในช่วง 2–3 สัปดาห์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการที่วัคซีนรุ่นใหม่ใช้ได้ผลยังไงก็สามารถตอบได้เลย วิธีการของวัคซีนใบยาจะไม่เหมือนกับการผลิตวัคซีนชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัว mRNA…ชนิดสารพันธุกรรม หรือ…ชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ

จับตาจุดเปลี่ยน…เดือนสิงหาคม “วัคซีนใบยา” อวดโฉมให้เห็นประสิทธิภาพ
อย่างไรเสีย วัคซีนใบยาถือว่ามีความยืดหยุ่นอยู่มาก สามารถปรับเปลี่ยน พัฒนาล้อไปตามไวรัสที่ปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ไปได้ทุกขณะเรียกว่า…เราสามารถพัฒนาวัคซีนได้ทันกาลเสมอ แต่วัคซีนที่ออกมา ณ วันนี้ ต้องเข้าใจว่าเป็นวัคซีนที่ใช้ต่อต้านไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อู่ฮั่น ต้นปัญหาซึ่งระบาดเมื่อปีที่แล้ว วัคซีนเหล่านี้…จำกัดการป้องกันเฉพาะไวรัสสายพันธุ์เดียวอย่างนั้น ถ้าหากจะเปลี่ยนใหม่ก็เหมือนกับว่าต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทดสอบที่ช้ากว่า ไม่เหมือนวัคซีนใบยาที่ทำ…ปรับได้เร็วกว่ามากเลย ประเด็นที่สำคัญ…เรา (คนไทย) ทำเองได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ

ไหนๆก็คุยกันด้วยเรื่อง “วัคซีน” กันแล้ว ก็คุยกันต่อไปถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนกันอีกสักหน่อย คนไม่น้อยอาจจะมีคำถาม สมมติว่าฉีดวัคซีนไปแล้วครบโดส ไม่ว่าจะเป็นแอสตราเซเนกา ซิโนแวค แล้วเกิดว่า…มีวัคซีนตัวใหม่ๆเข้ามา อาจจะเป็นไฟเซอร์ จะสามารถฉีดซ้ำเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันสู้โควิด-19 ได้อีกไหม “ไม่ควรนะครับ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่า “เนื่องจากว่าลักษณะวัคซีนสร้างมาจากไวรัสต้นแบบตัวเดียวกัน ถ้าหากว่าเราฉีดซ้ำเข้ามาอีกทีก็ไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไร ถึงแม้ว่าอาจจะมีเคลมว่าไฟเซอร์ดูจะขึ้นดีกว่า แต่ซิโนแวค…ประสบการณ์ที่เคยฉีดเข็มแรกจะไม่เห็นอะไร ต้องรอประมาณสามสัปดาห์ขึ้นไปแล้วก็ฉีดเข็มที่สอง” เมื่อเข็มที่สองถูกฉีดไปแล้ว ภายในระยะเวลา 5 วัน หลายๆคนที่แล็บก็ฉีดซิโนแวค พอเจาะเลือดขึ้นมาเราก็จะเช็กระดับภูมิคุ้มกันที่จะยับยั้งไวรัสได้ขึ้นมาหมดทุกคนเลย ด้วยเหตุผลนี้เองจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฉีดซ้ำด้วยวัคซีนอีกตัวหนึ่ง กรณีนี้เป็นความเชื่อมาจากว่า…ยิ่ง “น้ำเหลือง” มีระดับภูมิคุ้มกันเยอะๆยิ่งดี เหมือนกับว่ายิ่งมีมากก็ยิ่งจะหายจากร่างกายไปช้า แต่โดยความจริงแล้ว…วัคซีนไม่ได้ดูแต่ระดับภูมิคุ้มกันว่าขึ้นสูงเท่าไหร่ แต่เราจะดูว่าการที่ “วัคซีน” จะสามารถ “ป้องกัน” คนจากการติดเชื้อ หรือติดแล้วไม่ “เสียชีวิต” …ไม่ได้อาศัยน้ำเหลืองหรือแอนติบอดีอย่างเดียว แต่อาศัยกลไกระบบเซลล์ที่เราเรียกว่า… “ทีเซลล์” แล้วก็ยังมี “บีเซลล์” ที่สร้างแอนติบอดีด้วย “คนทั่วๆไปเราจะมองที่แอนติบอดีเพราะว่าตรวจสอบง่าย เจาะเลือดปุ๊บสามชั่วโมงก็รู้ผลว่ายับยั้งไหม แต่เรื่องของทีเซลล์ค่อนข้างยากกว่า ด้วยกลไกที่ซับซ้อนและมีราคาแพง เอาง่ายๆอย่าไปฉีดซ้ำด้วยความเชื่อที่ผิดๆดีกว่า” ยกเว้นเสียแต่ว่า เราฉีดของเก่าไปเรียบร้อยแล้ว ถ้ามี “ไวรัสยี่ห้อใหม่ (สายพันธุ์ใหม่)” ระบาด วัคซีน (ปัจจุบัน) ที่มีอยู่เอาไม่อยู่เลย อันนั้นก็มีความจำเป็นที่จะฉีดวัคซีนของใหม่…เพื่อที่จะครอบคลุม ป้องกันใหม่ ถามต่อไปอีกว่าแล้วถ้าฉีดซ้ำจะเกิดโทษ มีผลร้ายต่อร่างกายไหม? อันนี้มีปัญหาอยู่อันหนึ่ง ซึ่งจริงๆพวกเราชาววัคซีนที่ทำวัคซีนกันมานาน องค์การอนามัยโลกก็ประกาศมาตั้งแต่ต้นเลยว่า…ถ้าหากว่าวัคซีนที่ฉีดไปแล้วได้ภูมิคุ้มกันในน้ำเหลืองเยอะๆถ้าเกิดมีไวรัสตัวใหม่ซึ่งมันไม่ฆ่า แต่จะจับไวรัสตัวใหม่ลากเข้าไปในเซลล์แล้วกระตุ้นสารอักเสบขึ้นมา
อันนี้เองที่เรียกว่าวัคซีนทำให้หลง…โควิดอาจจะมีแค่ร้ายกาจระดับหนึ่งคือไม่ตาย แต่ว่าได้ภูมิคุ้มกันมหาศาลขนาดนี้แล้วไปเจอไวรัสตัวใหม่ ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะยิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีกหรือเปล่า นี่เป็นข้อกริ่งเกรงอย่างยิ่ง…ด้วยว่าเคยเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาแล้ว กรณี… “ไวรัสไข้เลือดออก” ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ถ้าหากว่าปีที่แล้วเราเจอเบอร์ 1 ของไวรัสไข้เลือดออก ก็คิดว่าเราคงมีภูมิคุ้มกันในน้ำเหลืองขึ้น แต่มาปีนี้เราเกิดไปเจอไวรัสกลุ่ม 3
“ปรากฏว่า…ภูมิคุ้มกันกลุ่ม 1 พอเห็นกลุ่ม 3 ไม่ได้ทำลาย แต่ว่าไปจับมือกับกลุ่ม 3 แล้วถึงเข้าไปในเซลล์แล้วก็ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเกิดเป็นกรณีวัคซีนที่บริษัทไบโอเมริเยอร์ฯซึ่งตื่นเต้นขายไปทั่วโลก ปรากฏว่าเมื่อฉีดไปแล้วไปเจอกับไวรัสอีกตัวซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ปรากฏว่า…คนตายมากขึ้น”

กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้ววัคซีนนี้ก็ขายไม่ได้เลยทั่วโลก ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วใน “ไวรัส” โรคไข้เลือดออก แต่กับโคโรนาไวรัส “โควิด-19” ยังไม่ทราบ ฉะนั้นเองก็ต้องระวังในเรื่องของวัคซีน กระนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะพูดเพราะกลัวว่าพูดไปแล้วคนจะไม่ยอมรับการฉีดวัคซีน ณ วันนี้เอาที่สบายใจ ฉีดแค่ครบโดสก็น่าจะเพียงพอแล้ว

คำถามต่อเนื่อง…หากเดือนสิงหาคมที่จะถึง “วัคซีนใบยา” สัญชาติไทยสู้โควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์ทดสอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะฉีดซ้ำได้ไหม?
“วัคซีนใบยาสามารถครอบคลุมป้องกันไวรัสได้กว้างขวางกว่าก็ควรฉีดซ้ำได้…ถ้าครอบคลุมตัวใหม่ เหมือนกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีที่แล้วเราฉีด ปีนี้เราก็ฉีดอีกเพราะวัคซีนครอบคลุมตัวใหม่แล้ว”
“วัคซีนใบยา” ที่จะออกมาครอบคลุมป้องกันไวรัสเยอะกว่าแน่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญในอนาคต ไม่ว่าจะมองเรื่อง “ต้นทุน” ก็ถูก เพราะผลิตจากใบพืช ยิ่งปลูกเยอะพื้นที่เยอะ ถ้าถามเรื่องปริมาณการผลิตก็สามารถที่จะผลิตได้เป็นสิบล้านโดสภายในระยะเวลาอันสั้น…“ข้อน่าดีใจ โปรตีนที่นำมาผลิตวัคซีนหนึ่งโดสนั้น ไม่ต้องใช้เยอะ…ใส่นิดเดียวก็สามารถกระตุ้นภูมิได้เต็มเลย”

เอาล่ะครับ “วัคซีนใบยา” ของคนไทย ของประเทศไทย…คุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่สำคัญปรับเปลี่ยนพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ตามพัฒนาการสายพันธุ์ไวรัส ร่วมด้วยช่วยกัน…“วัคซีนใบยา” เป็นอีกความหวังสำคัญยิ่งสำหรับสารพัดโรคร้ายในอนาคต ที่ไม่เฉพาะไวรัสโควิด-19 เท่านั้น.




“จุฬาคอฟ19” วัคซีนความหวัง “สัญชาติไทย”



ด้วยรักและห่วงใยจากหมอแพทย์แผนไทยศีรษะอโศก

ดื่มน้ำขิงร้อนกับมะนาว ต้าน covid ได้จริงหรือ??? เรามาเข้าใจธรรมชาติของ covid ก่อนครับ ตัวมันไม่ใช่เชื้อรุนแรง ไม่ใช่ ติดแล้วลงปอด กินปอดทันที คนเป็นก็ตายทันที คนที่ตายเพราะร่างกายอ่อนแอจริงๆ และไม่ใส่ใจรักษาตนเองจริงๆ รอตรวจ… รอหมอ… รอยา… รอวัคซีน… และรอจบชีวิต ถ้าเราไม่รอ…และรีบลุกขึ้นรักษาตนเองก็รอด ร่างกายคนเราเมื่อภูมิต้านทานลด ร่างกายจะสร้างเมือกหรือน้ำมูก ในระบบทางเดินหายใจ เพื่อจับเชื้อโรคไว้ไม่ให้ลงปอด เชื้อมันจะต้องอาศัยเพาะตัวอยู่บริเวณลำคออย่างน้อย 4 วัน ร่างกายเราจึงพยายามสู้ด้วยการทำให้ไอหรือจาม เพื่อขับมันออกไป 4 วันนี้คือช่วงเวลาทองของเราที่จะฆ่าโควิด ทำลายมันก่อนที่จะแพร่เชื้อไปที่ปอด ให้เรานำขิงมา 1 แง่ง ทุบใส่ในกาน้ำร้อน มะนาว 3 ลูก ผ่าครึ่ง ใส่ลงไปทั้งเปลือก กดน้ำร้อนดื่มต่างน้ำทั้งวัน น้ำขิงร้อนจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดและภูมิต้านทานมาที่ลำคออย่างต่อเนื่อง เชื้อโควิคจะไม่สามารถขยายตัวและถูกทำลาย รสเปรี้ยวของมะนาว ช่วยทำลายเสมหะที่เกาะอาศัยของโควิค เมื่อแนวทางเดินหายใจแห้ง โควิคจะอยู่ไม่ได้และแพร่กระจายไม่ได้ มันจะถูกทำลายและหยุดการแพร่กระจายในที่สุด รสขมจากเปลือกมะนาวกระตุ้นให้ตับเกิดการสร้างเลือดและภูมิต้านทาน การดื่มน้ำร้อน ขิง ช่วยให้ภูมิต้านทานทำงานได้ดียิ่งขึ้น เข้าโจมตีเชื้อโควิดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเรารักษาตัวเองได้เร็วเช่นนี้ เชื้อโควิดจะตายและหยุดการแพร่เชื้อทันที การระบาดไปสู่คนรอบข้างและครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามัวรอตรวจหรือไปหาหมอรอรักษาโรงพยาบาลอาจสายเกินไปครับ

โควิด ยาต่างๆ ที่ควรรู้ และมีไว้ติดบ้าน

ความสำเร็จเบื้องต้น พบว่า “สารสกัดกระชายขาว” มีฤทธิ์ต้าน COVID-19 ในหลอดทดลอง นักวิจัย ม.มหิดล เร่งพัฒนาสารสกัดกระชายขาวเพื่อใช้เป็นยาสำหรับโรค COVID-19 คาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ในการวิจัยและพัฒนาให้สำเร็จ โดยโครงการวิจัยต้านเชื้อไวรัสโคโรนาจากสมุนไพรไทย เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ขณะนี้งานวิจัยกระชายขาวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยในคน หากมีความคืบหน้าหรือข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล




สถาบันวิจัย ม.มหิดล เผยว่า พบสารสกัดสำคัญ 2 ตัว Pandulatin A และ Pinostrobin ใน “กระชายขาว” สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส และป้องกันได้ ด้วยสุดยอดนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก “BioProud” กระชายขาวสกัดเข้มเข้น พร้อมรวมวิตามินไว้ในเม็ดเดียว เพียงทานวันละ 1-2 เม็ด ก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มประสิทธิภาพ 100% ป้องกันไว้ก่อนไม่ต้องรอให้เป็น ที่สำคัญเป็นสูตรแพทย์วิจัยได้การรับรองการผลิตตามระบบ GMP และ HACCP ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล สกัดจากธรรมชาติ 100% สามารถทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการตกค้าง เลข อย. 52-1-08559-5-0047 BioProud บำรุงปอด สร้างภูมิต้านทาน By ดร.อลิช 061 459 1524 คลิ๊กเข้า Facebook BioProud ได้ที่นี่


มหาวิทยาลัยแม่โจ้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน พางานวิจัยนวัตกรรมฟ้าทะลายโจรสกัดแบบใหม่ เน้นปลอดสารเคมี กักเก็บสารอาหารครบถ้วน ดูดซึมง่าย ส่งประกวดออกไปทั่วโลกคว้า 3 รางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.ฐิติพรรณ ฉิมสุข นักวิจัยและอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ บริษัท เอฟแอนด์บีออแกนิคส์ จำกัด ได้ศึกษาวิจัย พัฒนานวัตกรรมการสกัดแบบใหม่ขึ้น โดย ภูมิภพ พิทักษ์กวานสกุล ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรจาก บริษัท เอฟแอนด์บีออแกนิคส์ จำกัด เล็งเห็นถึงข้อด้อยของการผลิตสมุนไพรไทยแบบเก่าที่นำมาตากแห้ง หรืออบ แล้วบด บรรจุแคปซูล กระบวนการดังกล่าวยังไม่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของพืชสมุนไพรออกมาได้ เพราะร่างกายของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพในการ “ย่อยและดูดซึม” สารอาหารได้ไม่เท่ากัน ทำให้แต่ล่ะคนที่ทานสมุนไพรได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ในคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงจะทานสมุนไพรแล้วไม่ค่อยเห็นผล
นอกจากนี้ผู้ผลิตบางรายยังมีการใส่สารกันบูด สารกันความชื้น หรือเปลือกแคปซูลเองที่เป็นสารเคมี เพื่อยืดอายุของเม็ดยาสมุนไพรในขวด ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคทานสมุนไพรเข้าไปจึงได้รับสารเคมีในเวลาเดียวกัน หากทานต่อเนื่องระยะยาวจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อตับ และไต
ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ตราแอนโดร (Andro)
ตั้งการ์ดรับมือเชื้อไวรัสด้วยยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ตราแอนโดร (Andro) ช่วยส่งเสริมการต้านไวรัสในร่างกาย เพราะเราไม่มีหมอติดบ้าน การดูแลและรักษาตัวเองให้ปลอดภัยในจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ แอนโดร (Andro) ยาเม็ดฟ้าทะลายโจรที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญถึง 4 ชนิด ได้แก่ Andrographolide, Neoandrographolide, 14-Deoxyandrographolide, 14-Deoxy-11, 12-Didehyandrographolide โดยใน 1 เม็ดมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ประมาณ 18,000 ppm หรือเทียบเท่า 9 มิลลิกรัม/เม็ด ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบ Bio-Botanical Dynamic Technology เก็บสารอาหารไว้ครบถ้วน ง่ายต่อการดูดซึม ปลอดภัยจากสารเคมีในกระบวนการผลิต ปราศจากเชื้อราและแบคทีเรีย ดูข้อมูลเพิ่มเติม ANDRO ฟ้าทลายโจรสกัด

Q: การรับประทานฟ้าทะลายโจรต่อเนื่องติดต่อกันเป็นอันตรายหรือไม่?
A: การใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดที่ใช้ในคน มีความปลอดภัยสูง โดยมีการศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของผงฟ้าทะลายโจรในหนูขาว 2 เพศ เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยให้ยาในขนาด 0.12, 1.2 และ 2.4 กรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม (เทียบเท่ากับ 1, 10 และ 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน คือ 6 กรัมต่อวัน) พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญเติบโตปกติ ไม่พบความผิดปกติทางโลหิตวิทยาหรือชีวเคมีของเลือด รวมทั้งลักษณะภายนอกหรือน้ำหนักของอวัยวะภายใน จุลพยาธิสภาพภายในร่างกาย (นาถฤดี สิทธิสมวงศ์ และคณะ พิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังของฟ้าทะลายโจร ไทยเภสัชสาร 2532, 14, 109-118.)

คำแนะนำ: วิธีประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ตราแอนโดร (Andro)
สำหรับผู้ที่เป็นไข้ ติดเชื้อไวรัส หรือรู้สึก ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ให้รับประทานครั้งละ 4 เม็ด ทุกๆ 1 ชั่วโมง จนไข้ลด (เฉลี่ยแล้วจะใช้เวลา 3-4 ครั้ง) หลังจากนั้นรับประทาน 3 เม็ด เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน จนหาย
สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือต้องการลดน้ำตาลในกระเเสเลือด ให้รับประทาน 3 เม็ด เช้า กลางวัน เย็น
บำรุงดูแลสุขภาพ แนะนำรับประทาน 2-3 เม็ด เช้า เย็น ช่วงที่มีความเสี่ยงสูงแนะนำรับประทาน 3 เม็ด เช้า กลางวัน เย็น
แอนโดร (Andro) ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร ทะเบียนยาเลขที่ G721/53 1 ซองบรรจุ 60 เม็ด ราคาซองละ 380 บาท ฟรีค่าจัดส่งทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสั่งซื้อได้ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ Tel 0 5387 3803, 08 0500 7864 และ 08 1960 3017 (จ.-ศ. 8.30-16.30 น.) Facebook: ฟ้าทะลายโจร Andro ผลงานวิจัยร่วม F&B Organics และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ [email protected]: @fahtalaijonebymju


ยาเคอร่า (KERRA) เป็นยาแผนโบราณชนิดแคปซูล ที่ผลิตโดย เวชกรโอสถ โรงงานผลิตยาที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP, ISO9001 และ HALAL ยาเคอร่าได้ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนโบราณถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 ตามเลขทะเบียนที่ G40/57 โดยใช้ชื่อว่า “ยาแคปซูล เคอร่า” ตัวยามีลักษณะเป็นผงสีดำ บรรจุในแคปซูล ตำรับยาเคอร่า มีส่วนประกอบสำคัญเป็นสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว หัวคล้า รากฟักข้าว รากมะนาว รากสะแก รากกระทุงหมาบ้า เถาย่านาง บอระเพ็ด และสมุนไพรอื่นๆ กรณีทานเพื่อป้องกันครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า และ ก่อนนอน กรณีติดเชื้อโควิด ทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
สำคัญ: ต้องเคี้ยวแคปซูลให้แตกทุกครั้ง ค่อยๆกลืนผงยาผ่านลำคอ พยายามให้ผงยาอยู่ในลำคอนานที่สุด ดื่มน้ำอุ่นตามห้ามทานน้ำเย็น คลิ๊กติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซ้ kerraherb

ตัวอย่างประสบการณ์จากผู้ใช้ยา ส่วนที่ว่าเป็นยาปลอมหรือไม่ ขอให้อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านเอง




สนใจสั่งซื้อลองติดต่อที่นี่ คลิ๊ก kerraherb และ FB Dragon Blood Tea โทร 092-607-2828, 099 491 0489 Line ID กดเพิ่มเพื่อนที่นี่ค่ะ Scan QR

穿心蓮 ชวนซินเหลียนคือฟ้าทะลายโจรจีนก้าวเร็วกว่าไทยเสมอไทยขยับช้าไปแล้วมัวรอผลงานวิจัย เข้ามาจำหน่ายในไทยแล้ว


ยาจีนป้องกันโควิด

คลิ๊กช่องทางการจำหน่ายยาจีน Lianhua เพิ่มเติมได้ที่นี่

ยาพ่นจมูก




ยาพ่นคอของจุฬา คิดค้นโดย ศ.ภญ.ดร. พรอนงค์ อร่ามวิทย์ ภาควิชาเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้สำหรับพ่นคอ ป้องกันไวรัสเกาะ ป้องกันภูมิแพ้ มีจำหน่ายแล้วที่ร้านขายยาแถวศิริราช สั่งซื้อโอนเงิน ส่งถึงบ้าน ขวดละ 285.-ปริมาณ 20 CC พ่นใส่ปาก 1 ครั้งอยู่ได้ 1 วัน 1 ขวด ใช้ได้ 1 เดือน ร้านเพชรรัต ศิริราช จันทร์ – เสาร์ เวลา 08.30 – 17.30 น.โทร 087 191 1917 Line ID: @diamondpharmacy คลิ๊กเข้า Facebook เพ็ชรรัตน์เภสัช ได้ที่นี่




ยาละลายเสมหะ


ยาที่จะมาในอนาคต

ยาจากเยรมันแบบใช้สูดดม


This site uses cookies to offer you a better browsing experience. By browsing this website, you agree to our use of cookies.